วิมลภัทรการบัญชี (สมุทรปราการ)
        รับสอนทำบัญชีระยะสั้น ,คอมพิวเตอร์พื้นฐาน
www.witraining.tht.in    
โทร 087-347-3161

My marquee text

  รับสอนทำบัญชีระยะสั้น 087-347-3161

สำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ,นักศึกษา,และผู้สนใจทั่วไป ที่ต้องการหาความรู้เพิ่มเติมในการทำบัญชี  ฝึกทดลองทำบัญชี จากเอกสารจริงทุกขั้นตอน เรียนรู้การทำรายงานสต๊อก การคิดสินค้าคลัง การปิดงบการเงิน ด้วยมือและการใช้โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป  Express 

**** รับสอนบัญชี,คอมพิวเตอร์ ตัวต่อตัวรับรองผล 087-347-3161 

 

การวิเครา

xml:namespace prefix = v ns = "urn:schemas-microsoft-com:vml" />xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />

รายการค้า (Business Transaction) หมายถึง รายการที่เกิดขึ้นในทางการค้าที่ทำให้เกิดการโอน การแลกเปลี่ยนเงิน หรือสิ่งที่มีมูลค่าเป็นเงินระหว่างกิจการกับบุคคลภายนอก ซึ่งอยู่ในรูปแบบของเอกสารต่างๆ เช่น ใบเสร็จรับเงิน/
ใบกำกับภาษี ใบกำกับสินค้า/ใบกับกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบส่งของใบลดหนี้ หรือใบเพิ่มหนี้ เป็นต้น รายการค้าจะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ (ทุน)เสมอ ดังนั้นเมื่อมีรายการค้าเกิดขึ้นจะต้องมีการลงบัญชีเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน แต่ก่อนจะลงบัญชีนั้นจะต้องมีการวิเคราะห์รายการค้าเสียก่อน

การวิเคราะห์รายการค้า (Business Transaction Analysis) หมายถึง การพิจารณาว่ารายการค้าที่เกิดขึ้นมีผลทำให้สินทรัพย์ หนี้สินและส่วนของเจ้าของ(ทุน)เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเพิ่มขึ้นหรือลดลงเป็นจำนวนเท่าใด เมื่อวิเคราะห์รายการค้าได้แล้วนำไปบันทึกลงในสมุดบัญชีขั้นต้นที่เตรียมไว้

 

รายการค้าที่เกิดขึ้นหนึ่งรายการเมื่อนำมาวิเคราะห์แล้วจะมีผลกระทบต่อสินทรัพย์หนี้สินและส่วนของเจ้าของดังนี้

1. สินทรัพย์เพิ่ม ส่วนของเจ้าของเพิ่ม

2. สินทรัพย์ลด ส่วนของเจ้าของลด

3. สินทรัพย์อย่างหนึ่งลด สินทรัพย์อย่างหนึ่งเพิ่ม

4. สินทรัพย์เพิ่ม หนี้สินเพิ่ม

5. สินทรัพย์ลง หนี้สินลด

 

ตัวอย่างรายการค้าและการวิเคราะห์รายการค้า

 

รายการค้าที่ 1 ก.พ. 1 นางสาวส้มโอนำเงินสด 100,000 บาท อุปกรณ์สำนักงาน 40,000 บาท

และรถยนต์ 250,000 บาท มาลงทุน

รายการค้าที่ 2 ก.พ. 1 ซื้อโทรศัพท์มือถือเป็นเงินสด 5,800 บาท

รายการค้าที่ 3 ก.พ. 4 ซื้อเครื่องตกแต่งสำนักงานเป็นเงินเชื่อ 12,000 บาท

รายการค้าที่ 4 ก.พ. 7 กู้เงินจากนางลิ้นจี่ 50,000 บาท

รายการค้าที่ 5 ก.พ. 11 ได้รับรายได้ค่านายหน้าในการขายที่ดิน 80,000 บาท

รายการค้าที่ 6 ก.พ. 15 ชำระหนี้ให้นางลิ้นจี่ 30,000 บาท

รายการค้าที่ 7 ก.พ. 24 จ่ายเงินเดือนพนักงาน 5,000 บาท

 

แสดงการมีผลกระทบต่อสินทรัพย์หนี้สินและส่วนของเจ้าของ (ทุน) ได้ดังนี้

รายการค้าที่ 1 สินทรัพย์เพิ่ม (เงินสด อุปกรณ์ รถยนต์) ทุนเพิ่ม

รายการค้าที่ 2 สินทรัพย์เพิ่ม (โทรศัพท์มือถือ) สินทรัพย์ลด (เงินสด)

รายการค้าที่ 3 สินทรัพย์เพิ่ม (เครื่องตกแต่ง) หนี้สินเพิ่ม (เจ้าหนี้)

รายการค้าที่ 4 สินทรัพย์เพิ่ม (เงินสด) หนี้สินเพิ่ม (เจ้าหนี้เงินกู้)

รายการค้าที่ 5 สินทรัพย์เพิ่ม (เงินสด) ทุนเพิ่ม (รายได้-รายได้ค่านายหน้า)

รายการค้าที่ 6 สินทรัพย์ลด (เงินสด) หนี้สินลด (เจ้าหนี้เงินกู้)

รายการค้าที่ 7 สินทรัพย์ลด (เงินสด) ทุนลด (ค่าใช้จ่าย-เงินเดือน)

 

ผลของการวิเคราะห์รายการค้า ข้างต้นเป็นดังนี้

รายการค้า

1 นางสาวส้มโอนำเงินสด 100,000 บาท

อุปกรณ์สำนักงาน 40,000 บาท

และรถยนต์ 250,000 บาท มาลงทุน

2 ซื้อโทรศัพท์มือถือเป็นเงินสด 5,800 บาท

3 ซื้อเครื่องตกแต่งสำนักงานเป็นเงินเชื่อ 12,000 บาท

4 กู้เงินจากนางลิ้นจี่ 50,000 บาท

5 ได้รับรายได้ค่านายหน้าในการขายที่ดิน 80,000 บาท

6 ชำระหนี้ให้นางลิ้นจี่ 30,000 บาท

7 จ่ายเงินเดือนพนักงาน 5,000 บาท

การบันทึกรายการค้าในสมุดบัญชี

 

เมื่อวิเคราะห์รายการค้าแล้วจะทำการบันทึกรายการค้าในสมุดบันทึกรายการขั้นต้นบัญชี คือการจดเรื่องราว
เกี่ยวกับการรับจ่ายเงินหรือสิ่งที่มีมูลค่าเป็นตัวเงินลงในสมุดบัญชีที่กำหนด โดยวิธีการที่เป็นสากลคือ หลักการบัญชีคู่ (Double Entry System) ซึ่งหมายถึงการบันทึกบัญชีไว้ทางด้านซ้ายและด้านขวา หรือเรียกว่า ด้านเดบิต และด้านเครดิตนั่นเอง

เดบิต (Debit) ใช้อักษรย่อว่า "Dr หมายถึง จำนวนเงินที่แสดงทางด้านซ้ายของบัญชี การลงรายการทางด้านซ้ายของบัญชี หรือการผ่านบัญชีอันกระทำให้สินทรัพย์ หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น การลงรายการทางด้านซ้ายของบัญชี หรือการผ่านบัญชีอันกระทำให้หนี้สิน รายการเงินทุน หรือรายได้ลดลง

เครดิต (Credit) ใช้อักษรย่อว่า "Cr หมายถึง จำนวนเงินที่แสดงทางด้านขวาของบัญชี การลงรายการทางด้านขวาของบัญชี หรือการผ่านบัญชีอันกระทำให้สินทรัพย์ หรือค่าใช้จ่ายลดลง การลงรายการทางด้านขวาของบัญชี หรือการผ่านบัญชีอันกระทำให้หนี้สิน รายการเงินทุน หรือรายได้เพิ่มขึ้น

จากความหมายดังกล่าว เดบิตจะใช้บันทึกรายการพร้อมกับจำนวนเงินทางด้านซ้ายของบัญชี ในการบันทึกรายการจะมีผลทำให้บัญชีสินทรัพย์หรือบัญชีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนบัญชีหนี้สิน ทุน หรือบัญชีรายได้จะลดลง สำหรับเครดิตจะใช้บันทึกรายการพร้อมกับจำนวนเงินทางด้านขวาของบัญชี ในการบันทึกรายการจะมีผลทำให้บัญชีหนี้สิน ทุน หรือบัญชีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนบัญชีสินทรัพย์ หรือบัญชีค่าใช้จ่ายจะลดลง ผลต่างระหว่างจำนวนเงินรวมด้านเดบิต และจำนวนเงินรวมด้านเครดิตของแต่ละบัญชีเรียกว่ายอดคงเหลือในบัญชีหรือยอดดุลบัญชี (Account balance) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

 

ยอดดุลเดบิต (Debit balance) หมายถึง ผลต่างระหว่างจำนวนเงินรวมด้านเดบิตที่มากกว่าจำนวนเงินรวมด้านเครดิต

 

ยอดดุลเครดิต (Credit balance) หมายถึง ผลต่างระหว่างจำนวนเงินรวมด้านเครดิตที่มากกว่าจำนวนเงินรวมด้านเดบิต

 

ตารางแสดงการสรุปหลักการบันทึกบัญชี

 

ด้านเดบิต

ด้านเครดิต

ใช้บันทึกรายการดังนี้

1. สินทรัพย์ เพิ่ม

2. หนี้สิน ลด

3. ส่วนของเจ้าของ ลด ได้แก่

3.1 ถอนใช้ส่วนตัว

3.2 ค่าใช้จ่าย

ใช้บันทึกรายการดังนี้

1. สินทรัพย์ ลด

2. หนี้สิน เพิ่ม

3. ส่วนของเจ้าของ เพิ่ม ได้แก่

3.1 ลงทุน

3.2 รายได้

สมุดบัญชีขั้นต้น (Book of Original Entry)

 

เป็นงานบันทึกขั้นแรกเมื่อมีรายการค้าเกิดขึ้นหลังจากวิเคราะห์แล้วผู้ทำบัญชีจะดำเนินการจดบันทึกลงในสมุด
ขั้นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับกิจการว่าจะเลือกใช้การจดบันทึกในสมุดขั้นต้นประเภทใดซึ่งแบ่งได้ดังนี้

1. สมุดรายวันทั่วไป (General Journal) ถ้ากิจการค้าเลือกใช้สมุดรายวันทั่วไปเพียงเล่มเดียวในการบันทึกรายการค้า ดังนั้นเมื่อมีรายการค้าเกิดขึ้นจะต้องบันทึกรายการที่เกิดขึ้นทุกรายการลงในสมุดรายวันทั่วไปเล่มนี้ แต่ถ้ากิจการค้าเลือกใช้สมุดขั้นต้นหลายเล่ม สมุดรายวันทั่วไปจะใช้บันทึกเฉพาะรายการที่ไม่สามารถลงบันทึกในสมุดขั้นต้นเล่มอื่น ๆ ได้เท่านั้น

2. สมุดรายวันเฉพาะ (Specialized Journals) สมุดรายวันเฉพาะใช้ในกรณีที่กิจการเกิดรายการบางรายการซ้ำกันเป็นจำนวนมาก ถ้ากิจการทำการบันทึกรายการในสมุดรายวันทั่วไป จะทำให้รายการบัญชีมีจำนวนมากยุ่งยากในการผ่านรายการไปสมุดบัญชีแยกประเภททั่วไปและยุ่งยากในการค้นหาในภายหลัง ดังนั้น กิจการที่มีรายการซ้ำ ๆ เกิดขึ้นประจำจึงมักนิยมเปิดสมุดรายวันเฉพาะขึ้นมา

 

สมุดรายวันเฉพาะ มีดังนี้

2.1 สมุดรายวันซื้อ (Purchases Journal) ใช้บันทึกรายการซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อ

2.2 สมุดรายวันขาย (Sale Journal) ใช้บันทึกรายการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ

2.3 สมุดรายวันส่งคืน (Purchases Returns and Allowance Journal)ใช้บันทึกรายการส่งคืนที่ซื้อเป็น
เงินเชื่อ

2.4 สมุดรายวันรับคืน (Sates Return and Allowance Journal) ใช้บันทึกรายการรับคืนสินค้าที่ขายเป็น
เงินเชื่อ

2.5 สมุดรายวันรับเงิน (Cash Receipts Journal) ใช้บันทึกรายการรับเงินสดและเงินฝากธนาคาร

2.6 สมุดรายวันจ่ายเงิน (Cash Payments Journal) ใช้บันทึกรายการจ่ายเงินสดและเงินฝากธนาคาร

 

*********************

ะห์รายการค้าตามหลักการบัญชีคู่ Double – Entry

หลักการบัญชีคู่ เป็นหลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับและใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน ซึ่งก็คือรายการค้าทุกรายการที่เกิดขึ้น เมื่อได้ทำการ วิเคราะห์แล้วก็จะนำไปบันทึกบัญชี 2 ด้านเสมอ
การตั้งชื่อบัญชีจากการวิเคราะห์รายการค้า
1. บัญชีประเภทสินทรัพย์ ให้นำชื่อของสินทรัพย์นั้น มาตั้งเป็นชื่อบัญชี เช่น บัญชีเงินสด บัญชีลูกหนี้ บัญชีอุปกรณ์ บัญชีเครื่องตกแต่ง เป็นต้น
2. บัญชีประเภทหนี้สิน ให้นำชื่อของหนี้สินนั้นๆ มาตั้งเป็นชื่อบัญชี เช่น บัญชีเจ้าหนี้ร้านนานา บัญชีเงินกู้ –ธนาคารกรุงธน เป็นต้น
3. บัญชีประเภทส่วนของเจ้าของ (ทุน) ให้นำชื่อส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของมาตั้งเป็นชื่อบัญชี เช่น บัญชีทุน-นางสาวยอดมณี บัญชีถอนใช้ส่วนตัว บัญชีรายได้ค่าเสริมสวย บัญชีเงินเดือน เป็นต้น
ลักษณะของบัญชีทุน จะถูกบันทึกทางด้านเครดิตเมื่อมีการลงทุนครั้งแรก ลงทุนเพิ่มและจะถูกบันทึกด้านเดบิตเมื่อมีการถอนทุน
ลักษณะของบัญชีถอนใช้ส่วนตัว จะถูกบันทึกทางด้านเดบิต เพราะทำให้ส่วนของเจ้าของลดลง
ลักษณะของบัญชีรายได้ จะถูกบันทึกทางด้านเครดิตเมื่อมีรายได้เกิดขึ้น เพราะทำให้ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น
ลักษณะของบัญชีค่าใช้จ่าย จะถูกบันทึกทางด้านเดบิตเมื่อมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น เพราะทำให้ส่วนของเจ้าของลดลง
การวิเคราะห์รายการค้าตามหลักการบัญชีคู่ Double – Entry
หลักการบัญชีคู่ เป็นหลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับและใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน ซึ่งก็คือรายการค้าทุกรายการที่เกิดขึ้น เมื่อได้ทำการ วิเคราะห์แล้วก็จะนำไปบันทึกบัญชี 2 ด้านเสมอ
การตั้งชื่อบัญชีจากการวิเคราะห์รายการค้า
1. บัญชีประเภทสินทรัพย์ ให้นำชื่อของสินทรัพย์นั้น มาตั้งเป็นชื่อบัญชี เช่น บัญชีเงินสด บัญชีลูกหนี้ บัญชีอุปกรณ์ บัญชีเครื่องตกแต่ง เป็นต้น
2. บัญชีประเภทหนี้สิน ให้นำชื่อของหนี้สินนั้นๆ มาตั้งเป็นชื่อบัญชี เช่น บัญชีเจ้าหนี้ร้านนานา บัญชีเงินกู้ –ธนาคารกรุงธน เป็นต้น
3. บัญชีประเภทส่วนของเจ้าของ (ทุน) ให้นำชื่อส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของมาตั้งเป็นชื่อบัญชี เช่น บัญชีทุน-นางสาวยอดมณี บัญชีถอนใช้ส่วนตัว บัญชีรายได้ค่าเสริมสวย บัญชีเงินเดือน เป็นต้น
ลักษณะของบัญชีทุน จะถูกบันทึกทางด้านเครดิตเมื่อมีการลงทุนครั้งแรก ลงทุนเพิ่มและจะถูกบันทึกด้านเดบิตเมื่อมีการถอนทุน
ลักษณะของบัญชีถอนใช้ส่วนตัว จะถูกบันทึกทางด้านเดบิต เพราะทำให้ส่วนของเจ้าของลดลง
ลักษณะของบัญชีรายได้ จะถูกบันทึกทางด้านเครดิตเมื่อมีรายได้เกิดขึ้น เพราะทำให้ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น
ลักษณะของบัญชีค่าใช้จ่าย จะถูกบันทึกทางด้านเดบิตเมื่อมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น เพราะทำให้ส่วนของเจ้าของลดลง
1. สินทรัพย์เพิ่ม (+) ส่วนของเจ้าของเพิ่ม (+)
2.สินทรัพย์ลด (-) ส่วนของเจ้าของลด (-)
3. สินทรัพย์อย่างหนึ่งเพิ่ม (+) สินทรัพย์อีกอย่างหนึ่งลด (-)
4. สินทรัพย์เพิ่ม (+) หนี้สินเพิ่ม (+)
5. สินทรัพย์ลด (-) หนี้สินลด (-)





Side Menu
Side Page
 สถิติวันนี้ 9 คน
 สถิติเมื่อวาน 22 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
10 คน
8257 คน
23401 คน
เริ่มเมื่อ 2012-07-06
Side Page

Copyright (c) 2006 by Your Name